IMG_20250304_181851

วิธีทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้นในการเรียนคณิต

การทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้นในการเรียนคณิตศาสตร์ต้องอาศัยการปรับสภาพแวดล้อมและเทคนิคการเรียนรู้ที่เหมาะสม นี่คือวิธีที่สามารถช่วยได้:

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • เลือกสถานที่เรียนที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวน เช่น ทีวีหรือเสียงดังจากโทรศัพท์
  • จัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ มีอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นเท่านั้น
  • ใช้แสงสว่างที่เพียงพอและเก้าอี้ที่นั่งสบาย เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกเมื่อยล้าเร็วเกินไป

2. กำหนดเวลาเรียนเป็นช่วงสั้น ๆ

  • ใช้เทคนิค Pomodoro โดยให้เด็กเรียน 25-30 นาที แล้วพัก 5 นาที
  • ถ้าเด็กยังเล็กมาก อาจเริ่มจาก 10-15 นาที แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามความสามารถ

3. ใช้เกมและกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจ

  • เกมคณิตศาสตร์แบบอินเตอร์แอคทีฟ เช่น การจับคู่ตัวเลขหรือเกมตอบคำถาม
  • ใช้อุปกรณ์จริง เช่น ลูกปัด นับเลขกับของเล่น เพื่อให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

4. จินตคณิต

  • ใช้ลูกคิดเป็นสื่อเป็นภาพในการคำนวณ ตอบคำถามที่ซ้อนๆหลายตัวเลขโดยไม่ให้สมาธิขาดช่วง
  • นึกภาพเม็ดลูกคิดในใจ สามารถทำการคำนวณได้ทุกสถานการณ์และที่มีเสียงรบกวน

5. ฝึกสมาธิผ่านกิจกรรมก่อนเรียน

  • ให้เด็กฝึกหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ก่อนเริ่มเรียน เพื่อช่วยให้จิตใจสงบ
  • ลองให้เด็กเล่นโยคะเบา ๆ หรือฟังดนตรีคลาสสิกก่อนเรียน

6. ลดความกดดันและเพิ่มความมั่นใจ

  • ชื่นชมความพยายามของเด็กมากกว่าผลลัพธ์
  • อย่าเร่งรัดให้ทำโจทย์ยากเกินไป ค่อย ๆ เพิ่มระดับความยากตามความพร้อม

7. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้

  • ถามคำถามปลายเปิด เช่น “ถ้าเรามีเงิน 50 บาท แล้วซื้อของ 30 บาท จะเหลือเงินเท่าไหร่?”
  • ให้เด็กอธิบายแนวคิดให้เพื่อนหรือพ่อแม่ฟัง เพื่อกระตุ้นความเข้าใจ

8. ส่งเสริมการออกกำลังกายและการนอนหลับที่เพียงพอ

  • การออกกำลังกายช่วยให้สมองปลอดโปร่งและเพิ่มสมาธิ
  • เด็กควรนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน

9. หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีก่อนเรียน

  • ลดเวลาหน้าจอจากมือถือหรือแท็บเล็ตก่อนเรียนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้สมองพร้อมรับข้อมูลใหม่

10. ให้รางวัลเมื่อมีความก้าวหน้า

  • ใช้ระบบสะสมคะแนนหรือให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อเด็กมีพัฒนาการดีขึ้น
  • การให้คำชมเชยจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียน

หากใช้วิธีเหล่านี้ร่วมกัน เด็กจะมีสมาธิดีขึ้นและสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น!

IMG_20250304_181951

ปัญหาของการเรียนโจทย์เลข

ปัญหาการเรียนโจทย์เลข พบได้ทุกอายุ ทุกชาติภาษา จากประสบการณ์ พอวิเคราะห์ และหาทางแก้ให้ สามารถวิเคราะห์เป็นข้อได้ดังนี้

1 เด็กขาดสมาธิ มักเป็นจากช่วงวัยแรกเริ่มเรียน ซึ่งมาจากหลากหลายสาเหตุ อันดับแรกก็คืออาจจะมาจากตัวของเด็กเอง ที่มีการเรียนรู้ช้า โดยเฉพาะเกี่ยวกับภาษา และการคำนวณ ทำให้เด็กรู้สึกว่ายาก ไม่เข้าใจ และไม่อยากทำ เมื่อไม่มีสมาธิ จากเบื้องต้น จนพื้นฐานบวกลบคูณหารไม่แน่น พอไม่แน่นก็ต่อยอดไม่ได้ อัน ดับสองคือ พ่อแม่เอง อาจไม่ค่อยมีเวลาได้ดูแลให้เด็กฝึกการอ่าน เขียน และการฝึกเล่นที่ทำให้มีสมาธิ อาจจะเลี้ยงเด็กโดยโทรศัพท์มือถือ ทีวี ก่อนวัยอันควร

วิธีแก้ ต้องเข้าใจว่าเด็กบางคนช้า บางคนเร็ว แต่ที่ทุกคนเหมือนกันคือต้องมีการเรียนรู้เป็นลำดับจากพื้นฐานเสมอ จึงจะต่อยอดได้ พ่อแม่สำคัญมากในแง่การเรียนจากพื้นฐาน จะมามอบให้ครูดูตลอดไม่สมควรโดยเฉพาะวัยก่อนเข้าเรียนหรืออนุบาล

2. เด็กไม่อยากเรียน ไม่ชอบคณิตศาสตร์ พบได้ทุกวัย ถ้าพบในช่วงประถมต้นจะพอแก้ได้ แต่ถ้าหลังจากนั้นจะยาก เพราะอาจต้องปูพื้นฐานใหม่หมด วิธีแก้คือต้องป้องกัน อย่าบังคับในช่วงต้นๆของการเรียนก่อนวัยเรียน และอนุบาล ค่อยๆเติมเนื้อหาและการฝึกที่สนุก ให้เขาคิดว่าทำได้ ซึ่งครูและพ่อแม่ต้องประสานกันช่วยกัน

การทำให้เด็กชอบเรียนคณิตศาสตร์

ต้องอาศัยวิธีการที่สร้างสรรค์และสนุกสนาน เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายแต่ไม่น่าเบื่อ นี่คือแนวทางที่สามารถช่วยได้:

1. เชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตประจำวัน

  • ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริง เช่น การคำนวณเงินทอน เวลาบนปฏิทิน หรือการแบ่งขนม
  • ให้เด็กช่วยซื้อของและคำนวณเงิน เพื่อให้เห็นว่าคณิตศาสตร์มีประโยชน์จริง

2. ใช้เกมและแอปพลิเคชันการเรียนรู้

  • เกมคณิตศาสตร์ เช่น Sudoku, เกมจับคู่ตัวเลข, หรือแอปฯ คำนวณเลขที่มีกราฟิกสวยงาม
  • การแข่งขันตอบคำถามคณิตศาสตร์แบบเล่นเกม เช่น Kahoot

3. สอนผ่านกิจกรรมและของเล่น

  • ใช้บล็อกตัวต่อหรือ LEGO เพื่อสอนเรื่องเรขาคณิต
  • ทำกิจกรรมศิลปะที่เกี่ยวข้องกับรูปทรงหรือการวัด

4. เปลี่ยนโจทย์คณิตศาสตร์ให้เป็นเรื่องเล่า

  • สร้างเรื่องราวที่มีตัวละครและปัญหาที่ต้องใช้คณิตศาสตร์แก้ไข
  • ตัวอย่าง: “ถ้าหนูมีแอปเปิล 5 ลูกและแบ่งให้เพื่อนไป 2 ลูก หนูจะเหลือกี่ลูก?”

5. ให้รางวัลและกำลังใจ

  • ชมเชยเมื่อเด็กพยายาม แม้คำตอบอาจยังไม่ถูกต้อง
  • ใช้ระบบสะสมคะแนนหรือสติกเกอร์เมื่อตอบถูก

6. ใช้วิธีการสอนแบบหลากหลาย

  • ให้เด็กลองอธิบายแนวคิดทางคณิตศาสตร์ให้ผู้อื่นฟัง
  • ใช้วิธีสอนที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน เช่น บางคนเรียนรู้ได้ดีจากภาพ บางคนเรียนรู้จากเสียง

7. สร้างบรรยากาศการเรียนที่ผ่อนคลาย

  • หลีกเลี่ยงการกดดันหรือทำให้เด็กกลัวคณิตศาสตร์
  • ใช้คำพูดเชิงบวก เช่น “ลองอีกครั้งนะ หนูทำได้!”

8. ทำให้การบ้านเป็นเรื่องสนุก

  • แทนที่จะให้ทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว อาจใช้ปริศนา เกม หรือการทดลองที่เกี่ยวข้อง

9. ให้เด็กมีอิสระในการคิด

  • ให้พวกเขาแก้โจทย์ด้วยวิธีของตนเอง ไม่จำเป็นต้องทำตามสูตรเป๊ะ
  • ส่งเสริมให้พวกเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับคณิตศาสตร์

10. เป็นแบบอย่างที่ดี

  • แสดงให้เด็กเห็นว่าผู้ใหญ่เองก็ใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน
  • หากพ่อแม่หรือครูมีทัศนคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ เด็กจะซึมซับไปเอง

หากเด็กเห็นว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องสนุกและไม่ใช่ภาระ พวกเขาจะมีทัศนคติที่ดีและอยากเรียนรู้มากขึ้น!