kids1

สมาธิ จุดเริ่มต้นในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

สมาธิ จุดเริ่มต้นในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

ใครจะเชื่อว่า “สมาธิ” สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก แล้วพื้นฐานการเรียนรู้ของเด็กก็มีจุดเริ่มต้นจากการเสริมสร้างสมาธิให้แก่ลูกน้อยตั้งแต่เยาว์วัย จึงเปรียบเสมือนการวาง “รากฐานแห่งชีวิต” ให้กับเด็ก
“มี้ด จอห์นสัน” ผู้ผลิตภัณฑ์นมผงเอนฟาโกร เปิดตัวแคมเปญล่าสุดกับ “แคมเปญสมาธิ” จัดเสวนาในแนวคิด “สมาธิ คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดี” กระตุ้นคุณพ่อคุณแม่รู้จักเรียนรู้ เข้าใจ และส่งเสริมสมาธิลูกผ่านการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมที่ถนัด
วิทยากรภายในงาน น.พ.อุดม เพชรสังหาร ผอ.ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน สถาบันรักลูก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสร้างเสริมพัฒนาการของเด็ก กล่าวว่า “สมาธิมีความสัมพันธ์กับสมอง เพราะสมองสั่งการระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งการรับรู้และเรียนรู้การพัฒนาสมองให้ใช้เต็มประสิทธิภาพ โดยคลื่นสมองที่สงบจะช่วยในการเรียนรู้ที่ดี โดยเฉพาะการเรียนรู้ของเด็ก โดยปกติแล้ว สิ่งที่ผ่านเข้ามาในสมองของคนเรา 100 ส่วน จะมีสิ่งที่ทำให้เราสนใจขณะนั้นได้แค่ 1 ส่วน ส่วนอีก 99 ส่วนจะถูกทิ้งไป เมื่อเด็กมีความสุขและใจจดจ่อกับการทำกิจกรรมแล้ว จะเกิดการกระตุ้น วงจรแห่งความปีติ (Reward Circuit) ให้ทำงานมากขึ้น เมื่อเด็กทำสิ่งใดได้ ควรต้องให้กำลังใจ ชื่นชม และเขาจะรู้สึกดี แล้วเริ่มทำกิจกรรมนั้นๆ ซ้ำอีก สมองมนุษย์จะฉลาดหรือไม่อยู่ที่การเชื่อมต่อของเซลล์สมอง ซึ่งการเชื่อมต่อกันจะเกิดได้ดีในสองปีแรกของชีวิต ฉะนั้นหากขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีผลต่อระดับสติปัญญา สมาธิและการเรียนรู้ของเด็ก”
นอกจากนี้ น.พ.อุดม เสริมถึง ดนตรีต่อการพัฒนาสมองและสมาธิว่า “ดนตรีหรือเพลงจังหวะช้า มีผลต่อการทำงานของก้านสมองทำให้จิตใจมีความสงบเยือกเย็น และความใจจดใจจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เกิดคลื่นสมองที่เรียกว่า คลื่นอัลฟา (Alpha Wave) ซึ่งภาวะสมองที่เกิดคลื่นอัลฟา คือภาวะที่มีสมาธิและเหมาะในการเรียนรู้”
วิทยากรอีกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก ดร.วรนาท รักสกุลไทย แนะเคล็ดลับเรื่องสมาธิของเด็กว่า “สมาธิในเด็กไม่ใช่ Meditation (เข้าฌาน) แต่หมายถึง Better Attention หรือความสนใจความจดจ่อและความมุ่งมั่น ซึ่งเด็กจะมีสมาธิอย่างไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องอายุด้วย เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ จะมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ 5 นาที ส่วนเด็ก 3 ขวบขึ้นไปจะมีสมาธิได้ประมาณ 12-15 นาที การเรียนรู้ของเด็กควรผ่านจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ศิลปะกับเด็กเป็นของคู่กัน เด็กเล็กจะชอบระบายสีน้ำมากเพราะไม่ต้องออกแรงกดและใช้งานได้ง่าย หรือเด็กโตขึ้นมาหน่อยจะสอนให้มีการพับกระดาษ เด็กญี่ปุ่นจะมีทักษะการใช้มือที่ดีมาก เพราะกิจกรรมการพับกระดาษเป็นที่นิยมกันมากในญี่ปุ่น ดังนั้น เราสามารถจัดและออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับเด็กซึ่งก็ควรเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กคิด แล้วเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายก็มีความสนใจต่างกันเพราะมีประสบการณ์เรียนรู้ที่ต่างกัน หน้าที่ของพ่อแม่คือโยนประเด็นคำถามแล้วให้เด็กตอบ ทำกิจกรรมเล่นกับลูก และจดบันทึกไว้”
ดร.วรนาท กล่าวเสริมว่า “ทั้งนี้พฤติกรรมเด็กจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคุณแม่ด้วย เด็กบางคนอาจไม่ได้มีสมาธิสั้น แต่คุณแม่เป็นคนเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ทำให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรม และไม่นิ่ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จะเรียกว่าสมาธิสั้นเทียม เพราะมาจากสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดูเด็กจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการปลูกฝังให้กับเด็กด้วย ถ้าอยากให้ลูกมีสมาธิต้องพูดกับลูกช้าๆ ค่อยๆ พูด และให้คำชมกับเขาบ้าง เพื่อจุดประกายให้ลูกมีความสนใจและอยากรู้อยากเห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ การเล่นกับลูก และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก”
ปิดท้ายการเสวนา น.พ.อุดม สรุปว่า “ปัจจุบันลูกหลานของเราเริ่มมีปัญหา เรื่องสมาธิมากขึ้น เด็กๆ อ่านหนังสือนั่งนิ่งๆ อยู่กับที่ไม่ได้ จิตแพทย์เด็กประสบปัญหาหนัก เด็กวิเคราะห์และตีความแปลความไม่ได้ ปัญหาคือผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นแบบอย่างให้เห็น เราต้องเป็นแบบอย่างในการอดทน อดกลั้น มีความมานะพยายามให้เด็กเห็น บางอย่างต้องพาเด็กทำโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยเพื่อให้เด็กได้ซึมซับเอาความมีสมาธิ มานะอดทนเข้าไปและเมื่อเด็กทำได้เราก็ต้องให้คำชมเชย เพื่อให้พฤติกรรมนั้นๆ มีความคงทนถาวรจนเป็นนิสัยของเขาต่อไป”

  1. กำหนดกิจวัตรที่ชัดเจน
    การมีตารางเวลาที่แน่นอนช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ลดสิ่งรบกวน และเพิ่มสมาธิ เช่น
    กำหนดเวลาทำการบ้านให้แน่นอน
    จัดเวลาพักเป็นระยะ ๆ เช่น 25 นาทีทำงาน 5 นาทีพัก
    ฝึกให้เขาทำกิจกรรมซ้ำ ๆ เช่น อ่านหนังสือก่อนนอน
  2. ลดสิ่งรบกวนรอบตัว
    เด็กเสียสมาธิได้ง่ายจากเสียงรบกวนและสิ่งเร้าต่าง ๆ ลองปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น
    ปิดเสียงโทรทัศน์และโทรศัพท์มือถือ
    จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ
    ใช้เสียงเพลงเบา ๆ หรือเสียงธรรมชาติเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย
  3. ฝึกทำกิจกรรมที่ใช้สมาธิ
    การเล่นเกมหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ความตั้งใจช่วยให้เด็กฝึกการจดจ่อ เช่น
    วาดภาพหรือระบายสี
    เล่นตัวต่อหรือจิ๊กซอว์
    อ่านหนังสือวันละ 10-15 นาที
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    การออกกำลังกายช่วยให้สมองหลั่งสารที่ช่วยเพิ่มสมาธิ เช่น
    วิ่ง กระโดดเชือก หรือโยคะ
    ปั่นจักรยานหรือเดินเล่นกลางแจ้ง
  5. ฝึกสมาธิผ่านท่าโยคะง่าย ๆฝึกการหายใจและทำสมาธิ
    การสอนเด็กให้ฝึกหายใจลึก ๆ และทำสมาธิช่วยให้พวกเขาโฟกัสได้ดีขึ้น เช่น
    นั่งเงียบ ๆ และนับลมหายใจเข้า-ออก
    ใช้ลูกบอลหรือลูกแก้วให้มองตามเพื่อฝึกการจดจ่อ
    ใช้แอปพลิเคชันช่วยฝึกสมาธิสำหรับเด็ก
IMG_20250304_181851

วิธีทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้นในการเรียนคณิต

การทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้นในการเรียนคณิตศาสตร์ต้องอาศัยการปรับสภาพแวดล้อมและเทคนิคการเรียนรู้ที่เหมาะสม นี่คือวิธีที่สามารถช่วยได้:

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • เลือกสถานที่เรียนที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวน เช่น ทีวีหรือเสียงดังจากโทรศัพท์
  • จัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ มีอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นเท่านั้น
  • ใช้แสงสว่างที่เพียงพอและเก้าอี้ที่นั่งสบาย เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกเมื่อยล้าเร็วเกินไป

2. กำหนดเวลาเรียนเป็นช่วงสั้น ๆ

  • ใช้เทคนิค Pomodoro โดยให้เด็กเรียน 25-30 นาที แล้วพัก 5 นาที
  • ถ้าเด็กยังเล็กมาก อาจเริ่มจาก 10-15 นาที แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามความสามารถ

3. ใช้เกมและกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจ

  • เกมคณิตศาสตร์แบบอินเตอร์แอคทีฟ เช่น การจับคู่ตัวเลขหรือเกมตอบคำถาม
  • ใช้อุปกรณ์จริง เช่น ลูกปัด นับเลขกับของเล่น เพื่อให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

4. จินตคณิต

  • ใช้ลูกคิดเป็นสื่อเป็นภาพในการคำนวณ ตอบคำถามที่ซ้อนๆหลายตัวเลขโดยไม่ให้สมาธิขาดช่วง
  • นึกภาพเม็ดลูกคิดในใจ สามารถทำการคำนวณได้ทุกสถานการณ์และที่มีเสียงรบกวน

5. ฝึกสมาธิผ่านกิจกรรมก่อนเรียน

  • ให้เด็กฝึกหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ก่อนเริ่มเรียน เพื่อช่วยให้จิตใจสงบ
  • ลองให้เด็กเล่นโยคะเบา ๆ หรือฟังดนตรีคลาสสิกก่อนเรียน

6. ลดความกดดันและเพิ่มความมั่นใจ

  • ชื่นชมความพยายามของเด็กมากกว่าผลลัพธ์
  • อย่าเร่งรัดให้ทำโจทย์ยากเกินไป ค่อย ๆ เพิ่มระดับความยากตามความพร้อม

7. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้

  • ถามคำถามปลายเปิด เช่น “ถ้าเรามีเงิน 50 บาท แล้วซื้อของ 30 บาท จะเหลือเงินเท่าไหร่?”
  • ให้เด็กอธิบายแนวคิดให้เพื่อนหรือพ่อแม่ฟัง เพื่อกระตุ้นความเข้าใจ

8. ส่งเสริมการออกกำลังกายและการนอนหลับที่เพียงพอ

  • การออกกำลังกายช่วยให้สมองปลอดโปร่งและเพิ่มสมาธิ
  • เด็กควรนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน

9. หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีก่อนเรียน

  • ลดเวลาหน้าจอจากมือถือหรือแท็บเล็ตก่อนเรียนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้สมองพร้อมรับข้อมูลใหม่

10. ให้รางวัลเมื่อมีความก้าวหน้า

  • ใช้ระบบสะสมคะแนนหรือให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อเด็กมีพัฒนาการดีขึ้น
  • การให้คำชมเชยจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียน

หากใช้วิธีเหล่านี้ร่วมกัน เด็กจะมีสมาธิดีขึ้นและสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น!